ถามตอบ

ตอบคำถามผู้ถือหุ้น


1. บริษัทไม่มีแนวทางในการขยายกิจการอย่างมีนัยสำคัญในช่วงนี้ อย่างไรก็ดี ไม่ทราบว่าได้มีการขยายตลาดออกไปยังประเทศชายแดนบ้างหรือไม่ เพราะสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวนมากเริ่มมีการนำไปจำหน่ายใน พม่า ลาว และกัมพูชาเป็นจำนวนมาก อยากทราบว่าเคมีกำจัดวัชพืชจะสามารถโหนกระแสนี้ไปได้หรือไม่
click»

2. อยากทราบจำนวนรอบของกระแสหมุนเวียนรับ (AR turnover) และรอบของกระแสหมุนเวียนจ่าย (AP turnover) ว่าอยู่ที่เท่าไหร่ เพราะคำนวนคร่าวๆแล้ว ได้อยู่ที่ประมาณ 5 รอบ และ 17 รอบตามลำดับ ซึ่งหมายความว่าบริษัทกำลังให้เครดิตกับลูกค้านานกว่าเครดิตที่ได้จากซัพพลายเออร์ หากเป็นเช่นนั้นจริง อยากทราบแนวทางของบริษัทว่าจะดำเนินการในขั้นต่อไปอย่างไร
click»

3. ตอนนี้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทคลอบคลุมพืชผลอะไรบ้างครับ ส่วนใหญ่อยู่ในพืชประเภทไหน และในอนาคตอันใกล้มีแผนว่าจะเพิ่มผลิตภัณฑ์เข้าสู่พืชผลชนิดอื่นหรือไม่
(บริษัทมีแผนการตลาดที่จะไม่ขยายตลาดผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดพืชผลที่ราคาไม่ดีด้วยใช่ไหมครับ)

click»

4. ตอนนี้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้มีการจัดจำหน่ายในทุกภาคของประเทศหรือไม่ครับ และมี % การจัดจำหน่ายในภาคไหนเป็นอย่างไรบ้างครับ
click»

5. ไม่ทราบว่าบริษัทพอมีข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่การเกษตรของประเทศหรือไม่ ว่าส่วนใหญ่ประเทศไทยปลูกอะไรมากที่สุด
click»

6. ในรายงานประจำปีของบริษัท บริษัทแจ้งว่าพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่อยู่ในช่วงพัฒนา ซึ่งมีสัดส่วนถึง 60% ของพื้นที่ทั้งหมด พื้นที่นี้เป็นพื้นที่เปล่า ที่ยังไม่ได้เริ่มทำการเกษตรและกำลังถูกพัฒนาไปใช้ทำการเกษตรใช่หรือไม่
click»

7. ในรายงานประจำปีที่บอกว่า บริษัทได้มีการส่งนักวิชาการเข้าไปแนะนำเกษตรกรถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ในพื้นที่ กำลังพัฒนานี้ ไม่ทราบว่าตอนนี้มีบริษัทยังมีการทำแบบนี้อย่างต่อเนื่องอยู่หรือไม่
click»

8. ตอนนี้ยอดจำหน่าย specialty products ของบริษัทสูงกว่ายอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์แบบ commodity ใช่หรือไม่ และการจำหน่ายพวก specialty products มีอัตราการทำกำไร (margin) ดีกว่าการจำหน่ายผลิตภัณฑ์แบบ commodity หรือไม่ ถ้า margin ดีกว่าจริง ในอนาคตบริษัทจะเน้นไปที่ specialty products มากขึ้นหรือไม่
click»

9. ขณะนี้บริษัทมีส่วนแบ่งอยู่ที่อันดับ 8 บริษัทมีส่วนแบ่งอยู่กี่ % จากตลาดทั้งหมดครับ และส่วนแบ่งตลาดของบริษัทอันดับ 1 ในธุรกิจนี้เป็นกี่%ครับ
click»

10. ในรายงานประจำปีที่บอกว่าบริษัทจะขยายตลาดเข้าไปในพื้นที่ใหม่(Vergin) ซึ่งได้แก่ พื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หมายความว่าอย่างไร พื้นที่นี้กำลังใช้ในการเริ่มพัฒนาทำการเกษตร หรือ พื้นที่นี้ทำการเกษตรอยู่แล้ว แต่ในอดีตบริษัทยังไม่ได้ขยายตลาดเข้าไปครับ
click»

11. หากรวบรวมผู้ถือหุ้นได้ประมาณ 20 ท่าน จะขอเข้าไปเยี่ยมชมกิจการที่โรงงานได้หรือไม่
click»

12. เกี่ยวกับเรื่องการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐาน GLP และ OECD ไม่ทราบว่าเรื่องนี้จะดำเนินการเสร็จสิ้นทั้งหมดภายในปีนี้เลยหรือไม่
click»

13. ในงานประชุมประจำปี ไม่ทราบว่าจะมีช่วงที่ผู้บริหารเปิดโอกาส  ให้ผู้ถือหุ้นได้ซักถามข้อสงสัยหรือไม่
click»

14. บริษัทใช้กำลังการผลิตทั้งปี   คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของ full capacity
click»

15.เท่าที่ทราบ พื้นที่การขายของเราส่วนมากจะอยู่ในภาคกลาง เรามีแผนจะเพิ่มยอดขายในภาคอื่นอย่างไร
click»

16.เข้าใจว่าบริษัทมี Specialty product 18 ชนิด เวลาขึ้นทะเบียนใหม่ บริษัทต้องเสียค่าใช้จ่ายชนิดละเท่าใด เท่าที่ทราบประมาณ 1 ล้านบาทต่อชนิด ใช่หรือไม่ และทยอยตัดเป็นค่าใช้จ่ายกี่ปี
click»

17. จากที่ มีข้อเรียกร้องจาก เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกในตัวสารเคมี คาร์โบฟูราน ซึ่ง PATO มีสัดส่วน market share 3% ผลของการดังกล่าวจะกระทบต่อรายได้ ในอนาคตหรือไม่ หากสารเคมี ดังกล่าวไม่ได้รับการอนุญาต และทาง PATO ได้ขึ้นทะเบียนสารเคมีตัวดังกล่าวหรือยัง หากสารเคมีดังกล่าวถูกระงับ จะสามารถใช้ สารเคมีที่เทียบเท่าได้หรือไม่
click»

18. ขอทราบความคืบหน้าของการยื่นต่ออายุยา
click»

19.ขนาดของตลาดในแต่ะละตลาด มีขนาดเท่าไรบ้างทั้งสำหรับตลาดยาฆ่าแมลง และตลาดยาฆ่าหญ้า และมีตลาดมีปัจจัยการขยายตัวได้อย่างไร และตลาดโดยรวมมีอัตราการเติบโตกี่ %
click»

20. ปััจจัยใดที่ทำให้ pato สามารถเพิ่มยอดขายหลักได้ (จากการเพิ่มขึ้นของแมลง/การเพิ่มขึ้นของเกษตรกร/การเพิ่มที่การเพาะปลูก/การขยายตลาดไปยังตลาดภูมิภาคอื่น/ การขายให้กับ non – user / แย่ง share จากคู่แข่งอื่น/ หรือปัจจัยอื่นๆ
click»

21. สิ่งที่ทำให้ลูกค้าของ pato เข้าซื้อสินค้าของ pato ว่าเป็นเพราะเหตุใด และเหตุผลใดทำไม pato ถึงแพ้ยี่ห้อที่มาจากต่างประเทศ (market leader) (เห็นว่าเป็น market leader มี market share ลำดับที่ 8 อยากทราบว่าทำไมลูกค้าถึงนิยมสินค้าของ brand leader อื่นมากกว่า pato
click»

22. พฤติกรรมของเกษตรกร มีพฤติกรรมการซื้ออย่างไรบ้าง มักจะใช้ยี่ห้อเดิมๆ หรือเปลี่ยนใหม่แล้วแต่ราคา หรือปัจจัยการเลือกสินค้าอย่างไร เพราะเห็นว่ามีคู่แข่งมากกว่า 500 ราย ซึ่งดูเหมือนจะเยอะมากสำหรับเกษตรกรแต่ละราย
click»

23.สอบถามเรื่องการขึ้นทะเบียนยา หากตอนนี้การขึ้นทะเบียนยามีปัญหา จะมีปัญหาให้ของขาดไม่มีของขายหรือไม่ คู่แข่งทั้งในหรือต่างประเทศมีการปรับตัวอย่างไรบ้าง
click»

24. มีความเป็นไปได้หรือไม่ว่าตัวยาที่ยื่นไป 50-60 ตัวนั้น จะไม่ได้รับการอนุมัติขึ้นทะเบียน โดยเฉพาะตัวสำคัญๆของทาง pato หากเป็นอย่างนั้นจริง จะมีทางแก้อย่างไรบ้าง
click»

25.ที่ดินที่ได้ขายไปเป็นรายรับเข้า q1/2555 ใช่หรือไม่ และอยากสอบถามว่าเป็นที่ดินส่วนไหน และเพราะเหตุใดถึงทำการขายออกไป
click»

26. ในปี 2015 จะมีเกิดการรวมตัวของกลุ่มประเทศอาเชียนหรือ AEC ไม่ทราบว่าทาง pato มีแผนการรับมือไว้อย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นคู่แข่งที่จะเพิ่มเข้ามาในตลาด หรือการหาโอกาสเพิ่มเติมไปรุกตลาดต่างประเทศ
click»

27.วิกฤติหนี้ยุโรป, วิกฤติเศรษฐกิจที่อเมริกา มีผลกระทบกับทาง pato อย่างไรบ้าง
click»

28.ยอดขายกับmarginดีไหม เป็นสินค้าที่ทำกำไรหลัก ๆ ให้บริษัทใช่ไหม ตอนนี้สินค้าทั้งหมดขายดีเหมือนเดิมไหม
click»

29.พรบ.ยาฆ่าแมลงมีผลต่อผลประกอบการของบริษัทมากไหมครับ
click»

30.ตอนนี้บริษัทจากต่างประเทศสามารถส่งยาฆ่าแมลงมาขายในไทยได้ใช่ไหม เพราะดูเหมือนว่าพรบ.จะห้ามผลิตอย่างเดียว
click»

31.ตอนนี้บริษัทคู่แข่งในไทยขออนุญาตผลิตได้กี่ผลิตภัณฑ์แล้ว
click»

32.การขออนุญาตถ้าบริษัทไหนทำได้ก่อนย่อมได้เปรียบใช่ไหม เพราะจะสามารถดึงส่วนแบ่งทางการตลาดมาได้ และสามารถขายสินค้าได้กำไรมากได้เพราะไม่มีคู่แข่ง
click»

33.ตอนนี้ยอดความต้องการยาฆ่าแมลงลดลงไหม
ถ้าไม่ลดลงแต่บริษัทไม่สามารถผลิตยาฆ่าแมลงให้ได้ บริษัทแก้ปัญหาอย่างไร และลูกค้าแก้ปัญหาอย่างไร

click»

34.จากพรบ.ฉบับบนี้ทำให้บริษัทเสียส่วนแบ่งทางการตลาดไหม
click»
35. ขอสอบถามเรื่อง สิทธิบัตรยา ว่ามีความคืบหน้าถึงไหนแล้วครับ ต้องจดกี่ตัว จดไปได้แล้วกี่ตัว
click»
36.การนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปมาแบ่งบรรจุทำให้มาร์จิ้นลดลงกี่เปอร์เซนต์
click»
37.High season , low season ของบริษัท อยู่ช่วงเดือนไหน
click»

บริษัท ไม่มีนโยบายในการขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้านเนื่องจากปัญหาเรื่อง กฏระเบียบการขึ้นทะเบียนในแต่ละประเทศ ค่อนข้างลำบากในการเตรียมหาข้อมูลเนื่องจากบริษัทพาโตเป็นเพียงผู้ผสมปรุง แต่ง (Formulator) ไม่ใช่ผู้ผลิตสารตั้งต้น (Technical Grade Manufacturer) จึง ทำให้มีข้อมูลในการขอขึ้นทะเบียนได้ไม่ครบถ้วน นอกจากนี้พบว่าการค้าผลิตภัณฑ์เคมีเกษตรของประเทศเพื่อนบ้านมีผลิตภัณฑ์ปลอม และไม่ได้มาตรฐานจำนวนมาก รวมถึงมีการแข่งขันด้านราคาสูงจึงไม่เป็นตลาดที่น่าสนใจ
บริษัทไม่ต้องดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับ AP และ AR เนื่องจากไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด จริงอยู่ที่กระแสหมุนเวียนรับ (AR Turnover) ของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 5 รอบ และกระแสหมุนเวียนจ่าย (AP Turn Over) อยู่ที่ประมาณ 18 รอบ แต่ AP Turnover เป็นเฉพาะส่วนที่ชำระให้กับ Supplier ในประเทศเท่านั้น ซึ่งเมื่อเทียบกับ Supplier ทั้งหมด ถือเป็นเพียง 10-20% เท่านั้น ส่วนที่เป็นการซื้อสินค้าจากต่างประเทศจะไม่รวมคำนวณ AP Turnover ซึ่งส่วนนี้บริษัทชำระผ่านธนาคารเป็น T/R 120 วัน ซึ่งถ้าคิดเป็น Turnover ก็คือประมาณ 3 รอบ ซึ่งก็ต่ำกว่า AR Turnover ที่ 5 รอบ
ผลิตภัณฑ์ ของบริษัทฯ ครอบคลุมในพืชหลัก หรือพืชเศรษฐกิจทั้งหมด เช่น ข้าว, พืชไร่, พืชสวน ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ยกเว้น ผัก ไม้ดอกและ ไม้ประดับ ซึ่งบริษัทฯ มิได้เน้นมาตั้งแต่อดีตและไม่มีนโยบายในอนาคต บริษัทฯ ยังคงเน้นและเพิ่มผลิตภัณฑ์ในพืชหลัก คือ ข้าว เนื่องจากเป็นพืชเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุด เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก เปรียบเสมือนครัวโลก อีกทั้งเป็นข้าวที่มีชื่อเสียงโดยเฉพาะ ข้าวหอมมะลิ 105 ในเชิงธุรกิจถือว่า เป็นพืชที่ไม่มีความผกผัน มีความหลากหลายในการใช้ผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่เริ่มเตรียมดิน จนกระทั่ง เก็บเกี่ยว อีกทั้งรัฐบาลยังเข้ามาประกันราคา ในแต่ละปี
ภาคกลาง 68.5%
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 10.00%
ภาคเหนือ 14.00%
ภาคตะวันออก 3.00%
ภาคตะวันตก (เฉพาะกาญจนบุรี) 0.50%
ภาคใต้ 4.10%
พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทย ปลูกข้าวมากที่สุด
พื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นพื้นที่การเกษตรเป็นส่วนใหญ่ มีปศุสัตว์บ้างเล็กน้อย
ทุ่งกุลาร้องไห้  เขตติดต่อ 3 จังหวัด  ร้อยเอ็ด, มหาสารคาม, ยโสธร  เป็นเขตที่ปลูกข้าวชั้นดี แต่เป็นข้าวนาปี ปลูกได้ปีละ 1 ครั้ง
เขตปลูกอ้อย ได้แก่ ขอนแก่น, ชัยภูมิ, อุดรธานี
เขตปลูกมันสำปะหลังได้แก่ นครราชสีมา, บุรีรัมย์
เขตปลูกมะเขือเทศ, ยาสูบ ได้แก่ หนองคาย, เลย
เขตปลูกหอมแดง ได้แก่ศรีสะเกษ
เขตปลูกแตงโม ได้แก่ ยโสธร
บริษัทยังคงจัดส่งพนักงานส่งเสริมทุกเดือน
ยอดจำหน่ายและ Margin ของ Specialty product สูงกว่า Commodity แต่การเพิ่ม Specialty product แต่ละตัวไม่ใช่สิ่งที่จะทำกันโดยง่าย
บริษัทฯ มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 4.50% ของตลาดทั้งหมด ซึ่งมีผู้ประกอบการประมาณ 500 กว่าราย ส่วนแบ่งตลาดสูงสุด ได้แก่ บ.ไบเออร์ไทย ประมาณ 7% บ.ซินเจนทา ประมาณ 6%
การเกษตรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบว่า
1. พื้นที่ถือครองต่อครอบครัวน้อยกว่าภาคอื่น
2. ความรู้เรื่องการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชน้อยกว่า
3. ปริมาณการใช้และขนาดที่ใช้น้อยกว่า ขนาดที่นิยมใช้ส่วนใหญ่เป็นขนาดเล็ก เช่น 100 ซีซี และ 500 ซีซี
4. การกำจัดวัชพืชมักใช้แรงงานมากกว่าการใช้สารกำจัดวัชพืช หรือบางครั้งก็ปล่อยทิ้งไว้โดยไม่กำจัด
นโยบายในการขยายการตลาด
1. ส่งพนักงานส่งเสริมเข้าไปให้ความรู้ เนื่องจากยังขาดอยู่มาก แนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ไม่เคยใช้ให้รู้จัก
2. ขยายฐานลูกค้าให้มากกว่าเดิม เนื่องจากเป็นพื้นที่ใหญ่ยังไม่ทั่วถึง
3. เน้นผลิตภัณฑ์เป้าหมายให้มากขึ้น
ต้องขออภัยที่จะแจ้งว่าช่วงนี้บริษัทยังไม่มีนโยบายให้ผู้ถือหุ้นเข้าเยี่ยมชมกิจการ เนื่องจากความไม่สะดวกหลายประการ หากบริษัทมีความพร้อมที่จะให้เข้าเยี่ยมชมจะแจ้งให้ทราบในภายหลัง
เนื่องจากบริษัทมีผลิตภัณฑ์ จำนวนมาก บริษัทได้เริ่มดำเนินการไปบ้างบางส่วน การขึ้นทะเบียนมีหลายขั้นตอนและต้องอาศัยเวลาในทุกขั้นตอน ดังนั้นการขึ้นทะเบียนแต่ละผลิตภัณฑ์จึงต้องใช้เวลาซึ่งอาจถึง 2-3 ปี บริษัทได้ยื่นเรื่องขอขึ้นทะเบียนพร้อมกันหลายผลิตภัณฑ์ที่ข้อมูลครบถ้วน สำหรับภายในปีนี้คาดว่าจะสามารถขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ประเภท Finished Product ได้บ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับส่วนงานราชการที่เกี่ยวข้องว่าจะสามารถอนุมัติตามขั้นตอนได้รวดเร็วเพียงใด
เปิดโอกาสให้ซักถามทุกครั้ง ตามที่เวลาอำนวย
โดยเฉลี่ยทั้งปีจะใช้กำลังการผลิตประมาณ 40% ของกำลังการผลิตจริง แต่ในช่วงเดือน พฤษภาคม-มิถุนายน ซึ่งปกติจะเป็นช่วง Peak Season บางวันอาจใช้กำลังการผลิตสูงถึง 70%
เรามีแผนที่จะเพิ่ม market share ขึ้นจาก 5% อย่างไร

-แนะนำการขายผลิตภัณฑ์ใหม่ๆสำหรับแต่ละภาคให้เหมาะสมกับพืชหลักชนิดต่างๆ และพฤติกรรมของเกษตรกรในแต่ละภาค
-จัดประชุมเกษตรกรในแต่ละภาคเพื่อแนะนำให้เกษตรกรรู้จักการใช้เคมีเกษตรให้มากขึ้น แต่ใช้อย่างถูกวิธี และปลอดภัยทั้งผู้ใช้และผู้บริโภค เช่นการใช้ยากำจัดวัชพืช เพื่อประหยัดเวลา และต้นทุนแรงงานในภาคอีสาน และการใช้สารกำจัดเชื้อราเพื่อป้องกันและกำจัดโรคใบไหม้ในนาข้าว ในภาคเหนือ และภาคอีสานเป็นต้น
-การรักษาภาพลักษณ์ของ Brand บริษัท และคุณภาพของสินค้าให้ดีสม่ำเสมอ จะทำให้ Market share เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากปัจจุบันมีสินค้าด้อยคุณภาพ และ/หรือ คุณภาพไม่สม่ำเสมอในตลาดเป็นจำนวนมาก
-การที่กระทรวงเกษตรออกกฎหมายใหม่เพื่อบังคับให้ทุกบริษัทจดทะเบียนยาใหม่ด้วยข้อมูลพิษวิทยา GLP เหมือนเป็นการสร้าง Barrier to Entryให้กับธุรกิจเคมีเกษตร ทำให้บริษัทขนาดใหญ่ได้เปรียบ บริษัทขนาดเล็กที่ขาดเงินทุน และโรงงาน ในการขึ้นทะเบียนภายใต้กฎหมายใหม่ได้ ซึ่งจะทำให้บริษัทมี Market share ที่เพิ่มขึ้นแน่นอนหลังจากที่จดทะเบียนใหม่ได้เรียบร้อย
ค่าใช้จ่ายประมาณ 0.5-1.4 ล้านบาท ต่อตัวยา ขึ้นอยู่กับ
* ประเภทของตัวยา -เป็น Technical Grade หรือ ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป, หรือ *เป็นผง,น้ำ,เม็ด,เกล็ด ครีม หรือเป็นฝุ่น
* ความเป็นพิษเฉียบพลัน และความเป็นกรด/ด่าง ของแต่ละตัวยา
* ขึ้นทะเบียนแบบไหน – นำเข้าผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปใน Bulk Packing เพื่อมาบรรจุเอง, หรือ – นำเข้า Technical Grade เพื่อมาผลิตเอง
* ต้องทำแปลงทดลองหาค่าสารพิษตกค้างหรือไม่ หากต้องทำก็จะขึ้นอยู่กับพืชที่ทำการทดลอง
* พืชที่ทำการทดลองประสิทธิภาพเป็นพืชอะไร
* ผู้ผลิตในต่างประเทศจะมี หรือจะยอมสนับสนุนข้อมูลพิษวิทยา และข้อมูลทางกายภาพ และทางเคมีอื่นๆได้ครบถ้วนเพียงใด
* ทยอยตัด 6 ปี จากวันแรกที่ได้รับการขึ้นทะเบียน
คาดว่าไม่มีผลกระทบ เนื่องจาก PATO ไม่ใช่ผู้นำตลาดสำหรับสาร Carbofuran อยู่แล้ว และเมื่อไรที่ไม่มี Carbofuran จำหน่ายในตลาด เกษตรกรก็จะหันมาใช้สารเคมีตัวอื่นๆ แทน ซึ่งประสิทธิภาพ ของสารเคมีตัวอื่น จะด้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับสาร Carbofuran และน่าจะทำให้อัตราการใช้ต่อไร่และปริมาณการใช้ของสารเคมีทดแทนอื่นมากขึ้น เพื่อชดเชยกับประสิทธิภาพที่ด้อยลง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตัวยาและประเภทของพืชและศัตรูพืช ซึ่ง PATO น่าจะได้รับผลประโยชน์ในด้านสัดส่วน Market Share ที่เพิ่มขึ้นของสารเคมี Commodity เหล่านี้ ในระยะยาว
สำหรับการขึ้นทะเบียนยา Carbofuran ภายใต้ พ.ร.บ. ใหม่นั้น PATO ได้ลงทุนจ้าง GLP Lab ในเมืองนอก ทำข้อมูลพิษวิทยาไปแล้ว แต่ยังมิได้ยื่นเนื่องจากจะรอดูการตัดสินใจของกรมวิชาการเกษตรในเรื่องนี้ก่อน
ได้มีการทยอยยื่นข้อมูลพิษวิทยา GLP และเอกสารสำคัญต่างๆ ในการขึ้นทะเบียนยาและการทำ Field Trial ภายใต้ พ.ร.บ. ฉบับใหม่แล้วประมาณ 70 กว่าตัวยา และเริ่มได้รับการอนุมัติมาบ้างแล้ว โดยบริษัทคาดว่าจะได้รับอนุมัติการขึ้นทะเบียนยาจากกรมวิชาการเกษตรเดือนละประมาณ 4-5 ตัวยา
มูลค่าตลาดประมาณกว่า 20,000 ล้านบาท โดยไม่รวมปุ๋ยและอาหารเสริม แบ่งเป็น
ยาฆ่าหญ้า 50-60%
ยาฆ่าแมลง 30-35%
ยากำจัดโรคพืช (Fungicide) 10-15% ทุกปีจะไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น
– ปริมาณ และ timing ของฝน
– ปริมาณน้ำในเขื่อนชลประทาน
– น้ำท่วม น้ำแล้ง
– การระบาดของแมลง โรคพืชต่างๆ
– ราคาของผลผลิตทางการเกษตร เช่น ข้าว อ้อย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ผัก ผลไม้
– ราคาเคมีเกษตร ถ้าสินค้าขาดตลาด และราคาวัตถุดิบสูงขึ้นมาก ก็จะทำให้ราคาเคมีเกษตรสูงขึ้นและขนาดของตลาดใหญ่ขึ้น
อัตราเติบโตของตลาดประมาณ 5-10% ทุกปี ขึ้นอยู่กับปัจจัยข้างต้น
ตอบเมื่อวันที่ 04/05/2555
ปัจจัยอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาคือ การเพิ่ม product ใหม่ ที่สามารถเพิ่มยอดขายหลักได้ หรือเพิ่ม Target Pest และ Target วัชพืชใหม่ หรือเพิ่มวิธีการใช้แบบใหม่สำหรับยาที่ขายอยู่แล้ว รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ในข้อ 1 เช่น ราคาผลผลิตทางการเกษตร ที่สูงขึ้นทำให้ความต้องการของสารเคมีที่ใช้ในพืชนั้นๆ ก็เพิ่มขึ้น
ตอบเมื่อวันที่ 04/05/2555
ไม่น่าจะใช้คำว่าแพ้ยี่ห้ออื่นที่มาจากต่างประเทศ เพราะ Product ต่างกัน เนื่องจากบริษัทข้ามชาติ เช่น Syngenta, Bayer, หรือ Dupont เน้น specialty product หรือ Proprietary Product คือเป็นยาที่คิดค้นเอง ผลิตเอง ไม่มีคู่แข่ง ซึ่งบริษัทในประเทศไม่สามารถแข่งได้เลย
นอกจากนี้บริษัทข้ามชาติจะใช้กลยุทธ Pull Strategy คือ เน้น สื่อแบบ Mass Media เช่น โฆษณา TV, วิทยุ หรือ Sponsor มวย เพื่อดึงดูด ผู้ใช้ให้เข้ามาซื้อสินค้าจาก dealer ของเขา ขณะที่บริษัท local จะเน้นขาย Commodity product หรือ Generic Product เป็นหลักและไม่มีงบประมาณส่วนนี้มากเท่าบริษัทข้ามชาติ จึงเน้น Push Strategy มากกว่า Pull Strategy คือ ผลักให้ wholesaler และ dealer ช่วยผลักดันสินค้าให้ โดยให้ผลประโยชน์กับ Wholesaler และ dealer มากขึ้น
ตอบเมื่อวันที่ 04/05/2555
ส่วนใหญ่จะติด brand ชอบใช้ยี่ห้อเดิมๆ นอกจากจะมีปัญหาเรื่องราคาหรือเรื่องคุณภาพจริงๆ
เกษตรกรจึงเลือกใช้สินค้าที่ราคาไม่แพงและคุณภาพนิ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ PATO ทำมาตลอดตั้งแต่แรกคือ เน้นเรื่องความนิ่งของคุณภาพ
ตอบเมื่อวันที่ 04/05/2555
มีปัญหาอยู่เพราะยังไม่สามารถขึ้นทะเบียนยาได้ครบทั้งหมด ซึ่งคาดว่ากว่าจะขึ้นทะเบียนได้ทั้งหมด คงใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี และขณะนี้สินค้าบางตัวที่เราผลิตไว้ภายใต้กฏหมายเก่าเพื่อขายเริ่มหมดไปแล้ว
วิธีการปรับตัวคือ ไม่สามารถทำอะไรมากกว่าการเร่งการจดทะเบียน คาดว่าจากนี้ไปทุกเดือนจะได้ทะเบียนมา เดือนละ 4-5 ชนิด เพราะยาแต่ละตัวมีขั้นตอนการขึ้นทะเบียนที่ยุ่งยากและใช้เวลา ทั้งการเตรียมเอกสาร การส่งยาไปวิเคราะห์มาตรฐานพิษวิทยาแบบ GLP ที่ lab ต่างประเทศ การทำ Field Trial ในเมืองไทยซึ่งแต่ละ Field Trial ใช้เวลา 3-4 เดือน ขึ้นอยู่กับ พืชที่ใช้ทำการทดลอง
ตอบเมื่อวันที่ 04/05/2555
เชื่อว่าส่วนใหญ่น่าจะขึ้นทะเบียนได้หมด เพราะเมื่อส่งยาไปทำหาข้อมูลพิษวิทยาที่ต่างประเทศตามมาตรฐาน GLP ซึ่งเมื่อมีข้อมูลตามมาตรฐานนี้แล้วไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ที่มีปัญหาขณะนี้คือ
มียา 3 ตัวที่ทาง NGO กำลัง lobby ให้รัฐบาลยกเลิกการให้ขึ้นทะเบียน คือ Carbofuran 3 G., Methomyl 40% SP และ Methomyl 18% SL ซึ่งหากรัฐบาลยอมตาม NGO ก็จะยกเลิกการให้ขึ้นทะเบียน แต่ ณ ปัจจุบัน รัฐบาลยังไม่มีทีท่าการยกเลิกนั้น
ตอบเมื่อวันที่ 04/05/2555
รายรับเข้า Q1/2555
เป็นที่ดินที่มีนบุรีซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานเก่าก่อนที่จะย้ายมาอยู่ที่การนิคมอุตสาหกรรม บางปู
เหตุผลที่ขายคือ เป็นที่ดินที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว แต่เอาไว้เก็บของเช่นอะไหล่ เครื่องจักรเก่า ทางบริษัทเห็นว่าเป็นที่ดินที่ขายยากมากเพราะมีหน้าที่ดินที่แคบมากเพียง 40 เมตร และลึก นำมาใช้งานลำบาก เจ้าของที่ดินที่อยู่ด้านข้างซื้อไปจึงสามารถนำไปรวมเป็นผืนใหญ่มีรูปทรงที่ดีขึ้นได้
ตอบเมื่อวันที่ 04/05/2555
บริษัทยังไม่ได้คิดถึงส่วนนี้เลย อย่างไรก็ตาม การเร่งจดทะเบียนให้เสร็จเรียบร้อยก็เป็นการเตรียมตัว สำหรับ AEC อยู่แล้วเพราะการที่จะเตรียมพร้อมสำหรับ การแข่งขันระดับภูมิภาคคือการที่ ทำให้พื้นฐานของบริษัทแน่นและแข็งแกร่ง ซึ่งก็คือจดทะเบียนให้ครบ และต้องเป็นการจดทะเบียนนำเข้า Technical Grade เพื่อนำมา formulate เองเท่านั้นจึงจะทำให้ต้นทุนต่ำเพื่อรองรับการแข่งขันที่คาดว่าจะสูงมากหลังจากมี AEC และในอนาคต หากมีโอกาส และผู้ร่วมทุนที่ดี บริษัทอาจพิจารณาการส่งออกสินค้าหรือการร่วมลงทุนในต่างประเทศ รวมถึง Merger and Acquisition ก็มีความเป็นไปได้ ซึ่งทั้งหมด เป็นสิ่งที่บริษัทจะพิจารณาเมื่อทำการขึ้นทะเยียนยาได้ครบทุกตัว ซึ่งการขึ้นทะเบียนเป็นปัจจัยหลักที่บริษัทให้ความสำคัญที่สุดในช่วง 3 ปีนี้
ตอบเมื่อวันที่ 04/05/2555
ที่ผ่านมาไม่มีผลกระทบโดยตรง เพราะบริษัททำธุรกิจภายในประเทศเท่านั้น สิ่งที่กระทบเป็นทางอ้อมจากค่าเงินบาทที่ผันผวนเพราะการไหลเข้าไหลออกของเงินตราต่างประเทศมาที่เมืองไทย ซึ่งจะทำให้เกิด forex loss หรือ forex gain เป็นต้น
ตอบเมื่อวันที่ 04/05/2555
• ตัวยาที่ได้ อยู่ในกลุ่มยอดขาย Top 10 ของบริษัท แต่ Margin ของ Glyphosate และ Paraquat ยังต่ำ เนื่องจากนำเข้าในรูปของ Finished Product มาแบ่งบรรจุ เมื่อบริษัทสามารถขึ้นทะเบียนตัว Technical Grade ได้ในอนาคต บริษัทก็จะสามารถนำเข้ามาเพื่อผสมปรุงแต่งเอง เหมือนที่ผลิตภายใต้กฎหมายเก่า ทำให้ Margin สูงขึ้น
• สำหรับ Fuji-One นั้น margin สูงเช่นในอดีต และ Imidacloprid เป็นยาที่ขายเป็น Household Insecticide มี margin สูง แต่ยอดขายน้อย
• ณ ปัจจุบัน บริษัทมีตัวยาที่ขึ้นทะเบียนได้แล้ว 8 ตัวยา และภายในเดือนมิถุนายนบริษัทคาดว่าจะได้รับการอนุมัติเพิ่มอีก 7-8 ตัวยา ยอดขายและ margin จะค่อยๆ ดีขึ้น แต่ต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะได้ทะเบียนครบและทุกอย่างกลับเป็นปกติ
ตอบเมื่อวันที่ 28/05/2555
มีผลลบกับบริษัท เนื่องจากบริษัทไม่มีทะเบียนครบทุกตัวเหมือนภายใต้กฎหมายเก่า ซึ่งบริษัทไม่สามารถตอบเป็นตัวเลขยอดขายและ/หรือ % แน่นอนได้ เนื่องจากอาจผิดกฎของตลาดหลักทรัพย์ และบริษัทเองก็ไม่สามารถประเมินได้แน่นอน เพราะไม่ทราบว่า กรมวิชาการเกษตรจะอนุมัติทะเบียนได้เร็ว ขนาดไหน และ ตัวยาอะไร
ตอบเมื่อวันที่ 28/05/2555
พรบ. ไม่ได้ห้ามผลิต แต่ การจดทะเบียนผลิต แบบผสมปรุงแต่งต้องใช้เวลานาน บริษัทส่วนใหญ่จึงจดทะเบียนแบบนำเข้าเป็น Finished Product เข้ามาแบ่งบรรจุขายไปก่อน ซึ่งบริษัทต่างชาติ สามารถนำเข้ามาขายได้โดยขอยื่นตามขั้นตอนการขอจดทะเบียนภายใต้กฎหมายใหม่เช่นกัน
ตอบเมื่อวันที่ 28/05/2555
• ขณะนี้มีประมาณ 4-5 กลุ่มบริษัทใหญ่ที่เป็น Local Company สามารถจดทะเบียนได้มากกว่า PATO แต่ไม่ทราบจำนวนที่แน่นอน ส่วนบริษัทเล็กๆ ได้ทะเบียนน้อยมากหรือไม่ได้เลย
• บริษัทข้ามชาติสามารถขึ้นทะเบียนได้เกือบครบเนื่องจากมีข้อมูลพิษวิทยาพร้อมยื่นตั้งแต่ประกาศใช้ พรบ.
• มีข่าวลือกันในวงการธุรกิจเคมีเกษตรว่า มีกลุ่มบริษัทที่มีเส้นสายเกี่ยวโยงกับนักการเมือง และข้าราชการระดับสูงสามารถขึ้นทะเบียนได้เร็วกว่าบริษัทอื่น ทั่วๆ ไป
ตอบเมื่อวันที่ 28/05/2555
• ใช่
• เมื่อได้ทะเบียนก่อนก็สามารถนำเข้ามาขายได้ก่อนและดึงส่วนแบ่งการตลาดได้ แต่ที่น่าแปลกคือ บริษัทที่ได้ทะเบียนก่อนหลายบริษัทกลับทำตลาดโดยขายตัดราคา ขายถูกเพื่อต้องการดึงส่วนแบ่งการตลาดที่เดิมมีอยู่น้อย จึงทำให้บริษัทอื่นๆ ต้องสู้ราคาตามเพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาด
ตอบเมื่อวันที่ 28/05/2555
ลดลงเนื่องจาก ฝนมาเร็วและมาแรงกระทันหัน เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลหยุดการระบาด ดังนั้นจากนี้ไป จึงควรจะเป็นฤดูการใช้ยาฆ่าหญ้า ซึ่งบริษัทยังได้รับการอนุมัติทะเบียนไม่ครบ
• บริษัทไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่าติดตามการขึ้นทะเบียนทุกขั้นตอน เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถขึ้นทะเบียนได้เร็วขึ้น
ตอบเมื่อวันที่ 28/05/2555
ในระยะสั้น บริษัทเสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับคู่แข่งที่สามารถขึ้นทะเบียนได้ก่อน แต่ในระยะยาว บริษัทมั่นใจว่า เมื่อสามารถจดทะเบียนยาได้ครบ บริษัทจะสามารถดึงส่วนแบ่งการตลาดกลับมาได้เหมือนอดีต ภายใต้กฎหมายเก่า บริษัทก็ไม่มีเส้นสายใดๆ ในการจดทะเบียนได้เร็ว แต่เมื่อจดทะเบียนได้ครบก็สามารถดึงส่วนแบ่งการตลาดจากคู่แข่งมาได้
ตอบเมื่อวันที่ 28/05/2555
ทะเบียนนำเข้า 38 ตัวยา ทะเบียนผลิต 83 ตัวยา
ไม่สามารถตอบได้ว่าต้องจดทะเบียนทั้งสิ้นกี่ตัว เพราะตัวเลขไม่นิ่ง เนื่องจากมีตัวยาใหม่ที่ต้องจดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ตามการเปลี่ยนแปลงและความต้องการของตลาด และ/หรือ ตามคำแนะนำของ Supplier ต่างประเทศ
จำนวนทะเบียนยาที่จดได้ไม่เป็นดัชนีชี้วัด ที่ดีในการที่จะบอกถึงยอดขายและผลประกอบการโดยรวมของบริษัท
เพราะยาแต่ละตัวมียอดขายมากน้อยไม่เท่ากัน เช่นยาบางตัวขายปีละกว่า 100 ล้านบาท ส่วนยาบางตัวขายไม่ถึง 1 ล้านบาทก็มี
แต่ที่สามารถบอกได้ ณ วันนี้คือ ทางบริษัทได้ทะเบียนยาเพียงพอที่จะทำยอดขายได้ประมาณ 70% ของยอดขายต่อปีในภาวะปกติแล้ว
ตอบเมื่อวันที่ 22/05/2556
การนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปในบรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่ (Bulk packing) เพื่อที่จะนำมาแบ่งบรรจุ (Repack) และขายในประเทศ จะมี Gross Profit Margin ต่ำกว่าการนำเข้าเป็นรูปแบบสารตั้งต้น(Technical Grade) แล้วนำมาผสมปรุงแต่งเอง (Formulate)
ระหว่าง 5-15% โดยประมาณ ขึ้นอยู่กับตัวยา, % ของสารออกฤทธิ์(Active Ingredient), ราคานำเข้าของ Technical Grade
เมื่อเทียบกับสินค้าสำเร็จรูป, และความรุนแรงของการแข่งขันในตลาด
ตอบเมื่อวันที่ 22/05/2556
ช่วง High Season คือ เมษายน- สิงหาคม (+- 1 เดือน) ช่วง Low Season คือ กันยายน – มีนาคม (+- 1 เดือน)
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณฝน สภาวะแล้ง และการระบาดของแมลง หรือโรคพืช
ตอบเมื่อวันที่ 26/06/2556

Comments are closed.