ถามตอบ
คำถาม 01 : บริษัทไม่มีแนวทางในการขยายกิจการอย่างมีนัยสำคัญในช่วงนี้ อย่างไรก็ดี ไม่ทราบว่าได้มีการขยายตลาดออกไปยังประเทศชายแดนบ้างหรือไม่ เพราะสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวนมากเริ่มมีการนำไปจำหน่ายใน พม่า ลาว และกัมพูชาเป็นจำนวนมาก อยากทราบว่าเคมีกำจัดวัชพืชจะสามารถโหนกระแสนี้ไปได้หรือไม่
question_answer_icon

บริษัทไม่มีนโยบายในการขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้านเนื่องจากปัญหาเรื่อง กฏระเบียบการขึ้นทะเบียนในแต่ละประเทศ ค่อนข้างลำบากในการเตรียมหาข้อมูลเนื่องจากบริษัทพาโตเป็นเพียงผู้ผสมปรุง แต่ง (Formulator) ไม่ใช่ผู้ผลิตสารตั้งต้น (Technical Grade Manufacturer) จึงทำให้มีข้อมูลในการขอขึ้นทะเบียนได้ไม่ครบถ้วน นอกจากนี้พบว่าการค้าผลิตภัณฑ์เคมีเกษตรของประเทศเพื่อนบ้านมี

ผลิตภัณฑ์ปลอม และไม่ได้มาตรฐานจำนวนมาก รวมถึงมีการแข่งขันด้านราคาสูงจึงไม่เป็นตลาดที่น่าสนใจ

คำถาม 02 : ยาก ทราบจำนวนรอบของกระแสหมุนเวียนรับ (AR turnover) และรอบของกระแสหมุนเวียนจ่าย (AP turnover) ว่าอยู่ที่เท่าไหร่ เพราะคำนวนคร่าวๆแล้ว ได้อยู่ที่ประมาณ 5 รอบ และ 17 รอบตามลำดับ ซึ่งหมายความว่าบริษัทกำลังให้เครดิตกับลูกค้านานกว่าเครดิตที่ได้จาก ซัพพลายเออร์ หากเป็นเช่นนั้นจริง อยากทราบแนวทางของบริษัทว่าจะดำเนินการในขั้นต่อไปอย่างไร
question_answer_icon

บริษัทไม่ต้องดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับ AP และ AR เนื่องจากไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด จริงอยู่ที่กระแสหมุนเวียนรับ (AR Turnover) ของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 5 รอบ และกระแสหมุนเวียนจ่าย (AP Turn Over) อยู่ที่ประมาณ 18 รอบ แต่ AP Turnover เป็นเฉพาะส่วนที่ชำระให้กับ Supplier ในประเทศเท่านั้น ซึ่งเมื่อเทียบกับ Supplier ทั้งหมด ถือเป็นเพียง 10-20% เท่านั้น ส่วนที่เป็นการซื้อสินค้าจากต่างประเทศจะไม่

รวมคำนวณ AP Turnover ซึ่งส่วนนี้บริษัทชำระผ่านธนาคารเป็น T/R 120 วัน ซึ่งถ้าคิดเป็น Turnover ก็คือประมาณ 3 รอบ ซึ่งก็ต่ำกว่า AR Turnover ที่ 5 รอบ

คำถาม 03 : ตอนนี้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทคลอบคลุมพืชผลอะไรบ้างครับ ส่วนใหญ่อยู่ในพืชประเภทไหน และในอนาคตอันใกล้มีแผนว่าจะเพิ่มผลิตภัณฑ์เข้าสู่พืชผลชนิดอื่นหรือไม่ (บริษัทมีแผนการตลาดที่จะไม่ขยายตลาดผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดพืชผลที่ราคาไม่ดีด้วยใช่ไหมครับ)
question_answer_icon

ผลิตภัณฑ์ ของบริษัทฯ ครอบคลุมในพืชหลัก หรือพืชเศรษฐกิจทั้งหมด เช่น ข้าว, พืชไร่, พืชสวน ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ยกเว้น ผัก ไม้ดอกและ ไม้ประดับ ซึ่งบริษัทฯ มิได้เน้นมาตั้งแต่อดีตและไม่มีนโยบายในอนาคต

ริษัทฯ ยังคงเน้นและเพิ่มผลิตภัณฑ์ในพืชหลัก คือ ข้าว เนื่องจากเป็นพืชเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุด เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก เปรียบเสมือนครัวโลก อีกทั้งเป็นข้าวที่มีชื่อเสียงโดยเฉพาะ ข้าวหอมมะลิ 105 ในเชิงธุรกิจถือว่า เป็นพืชที่ไม่มีความผกผัน มีความหลากหลายในการใช้ผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่เริ่มเตรียมดิน จนกระทั่ง เก็บเกี่ยว อีกทั้งรัฐบาลยังเข้ามาประกันราคา ในแต่ละปี

คำถาม 04 : ตอนนี้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้มีการจัดจำหน่ายในทุกภาคของประเทศหรือไม่ครับ และมี % การจัดจำหน่ายในภาคไหนเป็นอย่างไรบ้างครับ
question_answer_icon

การจัดจำหน่ายเป็นดังต่อไปนี้
ภาคกลาง 68.5%
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 10.00%
ภาคเหนือ 14.00%
ภาคตะวันออก 3.00%
ภาคตะวันตก (เฉพาะกาญจนบุรี) 0.50%
ภาคใต้ 4.10%

คำถาม 05 : ไม่ทราบว่าบริษัทพอมีข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่การเกษตรของประเทศหรือไม่ ว่าส่วนใหญ่ประเทศไทยปลูกอะไรมากที่สุด
question_answer_icon

พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทย ปลูกข้าวมากที่สุด

คำถาม 06 : ในรายงานประจำปีของบริษัท บริษัทแจ้งว่าพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่อยู่ในช่วงพัฒนา ซึ่งมีสัดส่วนถึง 60% ของพื้นที่ทั้งหมด พื้นที่นี้เป็นพื้นที่เปล่า ที่ยังไม่ได้เริ่มทำการเกษตรและกำลังถูกพัฒนาไปใช้ทำการเกษตรใช่หรือไม่
question_answer_icon

พื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นพื้นที่การเกษตรเป็นส่วนใหญ่ มีปศุสัตว์บ้างเล็กน้อย
ทุ่งกุลาร้องไห้ เขตติดต่อ 3 จังหวัด ร้อยเอ็ด, มหาสารคาม, ยโสธร เป็นเขตที่ปลูกข้าวชั้นดี แต่เป็นข้าวนาปี ปลูกได้ปีละ 1 ครั้ง
เขตปลูกอ้อย ได้แก่ ขอนแก่น, ชัยภูมิ, อุดรธานี
เขตปลูกมันสำปะหลังได้แก่ นครราชสีมา, บุรีรัมย์
เขตปลูกมะเขือเทศ, ยาสูบ ได้แก่ หนองคาย, เลย
เขตปลูกหอมแดง ได้แก่ศรีสะเกษ
เขตปลูกแตงโม ได้แก่ ยโสธร

คำถาม 07 : ในรายงานประจำปีที่บอกว่า บริษัทได้มีการส่งนักวิชาการเข้าไปแนะนำเกษตรกรถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ในพื้นที่ กำลังพัฒนานี้ ไม่ทราบว่าตอนนี้มีบริษัทยังมีการทำแบบนี้อย่างต่อเนื่องอยู่หรือไม่
question_answer_icon

บริษัทยังคงจัดส่งพนักงานส่งเสริมทุกเดือน

คำถาม 08 : ตอนนี้ยอดจำหน่าย Specialty products ของบริษัทสูงกว่ายอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์แบบ commodity ใช่หรือไม่ และการจำหน่ายพวก Specialty products มีอัตราการทำกำไร (Margin) ดีกว่าการจำหน่ายผลิตภัณฑ์แบบ commodity หรือไม่ ถ้า Margin ดีกว่าจริง ในอนาคตบริษัทจะเน้นไปที่ Specialty products มากขึ้นหรือไม่
question_answer_icon

ยอดจำหน่ายและ Margin ของ Specialty products สูงกว่า Commodity แต่การเพิ่ม Specialty products แต่ละตัวไม่ใช่สิ่งที่จะทำกันโดยง่าย

คำถาม 09 : ขณะนี้บริษัทมีส่วนแบ่งอยู่ที่อันดับ 8 บริษัทมีส่วนแบ่งอยู่กี่ % จากตลาดทั้งหมดครับ และส่วนแบ่งตลาดของบริษัทอันดับ 1 ในธุรกิจนี้เป็นกี่%ครับ
question_answer_icon

บริษัทฯ มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 4.50% ของตลาดทั้งหมด ซึ่งมีผู้ประกอบการประมาณ 500 กว่าราย ส่วนแบ่งตลาดสูงสุด ได้แก่ บ.ไบเออร์ไทย ประมาณ 7% บ.ซินเจนทา ประมาณ 6%

คำถาม 10 : ในรายงานประจำปีที่บอกว่าบริษัทจะขยายตลาดเข้าไปในพื้นที่ใหม่ (Vergin) ซึ่งได้แก่ พื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หมายความว่าอย่างไร พื้นที่นี้กำลังใช้ในการเริ่มพัฒนาทำการเกษตร หรือ พื้นที่นี้ทำการเกษตรอยู่แล้ว แต่ในอดีตบริษัทยังไม่ได้ขยายตลาดเข้าไปครับ
question_answer_icon

การเกษตรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบว่า
1. พื้นที่ถือครองต่อครอบครัวน้อยกว่าภาคอื่น
2. ความรู้เรื่องการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชน้อยกว่า
3. ปริมาณการใช้และขนาดที่ใช้น้อยกว่า ขนาดที่นิยมใช้ส่วนใหญ่เป็นขนาดเล็ก เช่น 100 ซีซี และ 500 ซีซี
4. การกำจัดวัชพืชมักใช้แรงงานมากกว่าการใช้สารกำจัดวัชพืช หรือบางครั้งก็ปล่อยทิ้งไว้โดยไม่กำจัด
นโยบายในการขยายการตลาด
1. ส่งพนักงานส่งเสริมเข้าไปให้ความรู้ เนื่องจากยังขาดอยู่มาก แนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ไม่เคยใช้ให้รู้จัก
2. ขยายฐานลูกค้าให้มากกว่าเดิม เนื่องจากเป็นพื้นที่ใหญ่ยังไม่ทั่วถึง
3. เน้นผลิตภัณฑ์เป้าหมายให้มากขึ้น

คำถาม 11 : หากรวบรวมผู้ถือหุ้นได้ประมาณ 20 ท่าน จะขอเข้าไปเยี่ยมชมกิจการที่โรงงานได้หรือไม่
question_answer_icon

ต้องขออภัยที่จะแจ้งว่าช่วงนี้บริษัทยังไม่มีนโยบายให้ผู้ถือหุ้นเข้าเยี่ยมชมกิจการ เนื่องจากความไม่สะดวกหลายประการ หากบริษัทมีความพร้อมที่จะให้เข้าเยี่ยมชมจะแจ้งให้ทราบในภายหลัง

คำถาม 12 : ในงานประชุมประจำปี ไม่ทราบว่าจะมีช่วงที่ผู้บริหารเปิดโอกาส ให้ผู้ถือหุ้นได้ซักถามข้อสงสัยหรือไม่
question_answer_icon

เปิดโอกาสให้ซักถามทุกครั้ง ตามที่เวลาอำนวย

คำถาม 13 : บริษัทใช้กำลังการผลิตทั้งปี คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของ full capacity
question_answer_icon

โดยเฉลี่ยทั้งปีจะใช้กำลังการผลิตประมาณ 40% ของกำลังการผลิตจริง แต่ในช่วงเดือน พฤษภาคม-มิถุนายน ซึ่งปกติจะเป็นช่วง Peak Season บางวันอาจใช้กำลังการผลิตสูงถึง 70%

คำถาม 14 : เท่าที่ทราบ พื้นที่การขายของเราส่วนมากจะอยู่ในภาคกลาง เรามีแผนจะเพิ่มยอดขายในภาคอื่นอย่างไร
question_answer_icon

เรามีแผนที่จะเพิ่ม market share ขึ้นจาก 5% อย่างไร

-แนะนำการขายผลิตภัณฑ์ใหม่ๆสำหรับแต่ละภาคให้เหมาะสมกับพืชหลักชนิดต่างๆ และพฤติกรรมของเกษตรกรในแต่ละภาค
-จัดประชุมเกษตรกรในแต่ละภาคเพื่อแนะนำให้เกษตรกรรู้จักการใช้เคมีเกษตรให้มากขึ้น แต่ใช้อย่างถูกวิธี และปลอดภัยทั้งผู้ใช้และผู้บริโภค เช่นการใช้ยากำจัดวัชพืช เพื่อประหยัดเวลา และต้นทุนแรงงานในภาคอีสาน และการใช้สารกำจัดเชื้อราเพื่อป้องกันและกำจัดโรคใบไหม้ในนาข้าว ในภาคเหนือ และภาคอีสานเป็นต้น
-การรักษาภาพลักษณ์ของ Brand บริษัท และคุณภาพของสินค้าให้ดีสม่ำเสมอ จะทำให้ Market share เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากปัจจุบันมีสินค้าด้อยคุณภาพ และ/หรือ คุณภาพไม่สม่ำเสมอในตลาดเป็นจำนวนมาก
-การที่กระทรวงเกษตรออกกฎหมายใหม่เพื่อบังคับให้ทุกบริษัทจดทะเบียนยาใหม่ด้วยข้อมูลพิษวิทยา GLP เหมือนเป็นการสร้าง Barrier to Entryให้กับธุรกิจเคมีเกษตร ทำให้บริษัทขนาดใหญ่ได้เปรียบ บริษัทขนาดเล็กที่ขาดเงินทุน และโรงงาน ในการขึ้นทะเบียนภายใต้กฎหมายใหม่ได้ ซึ่งจะทำให้บริษัทมี Market share ที่เพิ่มขึ้นแน่นอนหลังจากที่จดทะเบียนใหม่ได้เรียบร้อย

คำถาม 15 : เข้าใจว่าบริษัทมี Specialty products 18 ชนิด เวลาขึ้นทะเบียนใหม่ บริษัทต้องเสียค่าใช้จ่ายชนิดละเท่าใด เท่าที่ทราบประมาณ 1 ล้านบาทต่อชนิด ใช่หรือไม่ และทยอยตัดเป็นค่าใช้จ่ายกี่ปี
question_answer_icon

ค่าใช้จ่ายประมาณ 0.5-1.4 ล้านบาท ต่อตัวยา ขึ้นอยู่กับ
* ประเภทของตัวยา -เป็น Technical Grade หรือ ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป, หรือ *เป็นผง,น้ำ,เม็ด,เกล็ด ครีม หรือเป็นฝุ่น
* ความเป็นพิษเฉียบพลัน และความเป็นกรด/ด่าง ของแต่ละตัวยา
* ขึ้นทะเบียนแบบไหน – นำเข้าผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปใน Bulk Packing เพื่อมาบรรจุเอง, หรือ – นำเข้า Technical Grade เพื่อมาผลิตเอง
* ต้องทำแปลงทดลองหาค่าสารพิษตกค้างหรือไม่ หากต้องทำก็จะขึ้นอยู่กับพืชที่ทำการทดลอง
* พืชที่ทำการทดลองประสิทธิภาพเป็นพืชอะไร
* ผู้ผลิตในต่างประเทศจะมี หรือจะยอมสนับสนุนข้อมูลพิษวิทยา และข้อมูลทางกายภาพ และทางเคมีอื่นๆได้ครบถ้วนเพียงใด
* ทยอยตัด 6 ปี จากวันแรกที่ได้รับการขึ้นทะเบียน

คำถาม 16 : จากที่ มีข้อเรียกร้องจาก เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกในตัวสารเคมี คาร์โบฟูราน ซึ่ง PATO มีสัดส่วน market share 3% ผลของการดังกล่าวจะกระทบต่อรายได้ ในอนาคตหรือไม่ หากสารเคมี ดังกล่าวไม่ได้รับการอนุญาต และทาง PATO ได้ขึ้นทะเบียนสารเคมีตัวดังกล่าวหรือยัง หากสารเคมีดังกล่าวถูกระงับ จะสามารถใช้ สารเคมีที่เทียบเท่าได้หรือไม่
question_answer_icon

คาดว่าไม่มีผลกระทบ เนื่องจาก PATO ไม่ใช่ผู้นำตลาดสำหรับสาร Carbofuran อยู่แล้ว และเมื่อไรที่ไม่มี Carbofuran จำหน่ายในตลาด เกษตรกรก็จะหันมาใช้สารเคมีตัวอื่นๆ แทน ซึ่งประสิทธิภาพ ของสารเคมีตัวอื่น จะด้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับสาร Carbofuran และน่าจะทำให้อัตราการใช้ต่อไร่และปริมาณการใช้ของสารเคมีทดแทนอื่นมากขึ้น เพื่อชดเชยกับประสิทธิภาพที่ด้อยลง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตัวยาและประเภทของพืชและศัตรูพืช ซึ่ง PATO น่าจะได้รับผลประโยชน์ในด้านสัดส่วน Market Share ที่เพิ่มขึ้นของสารเคมี Commodity เหล่านี้ ในระยะยาว

สำหรับการขึ้นทะเบียนยา Carbofuran ภายใต้ พ.ร.บ. ใหม่นั้น PATO ได้ลงทุนจ้าง GLP Lab ในเมืองนอก ทำข้อมูลพิษวิทยาไปแล้ว แต่ยังมิได้ยื่นเนื่องจากจะรอดูการตัดสินใจของกรมวิชาการเกษตรในเรื่องนี้ก่อน

คำถาม 17 : ขนาดของตลาดในแต่ละตลาด มีขนาดเท่าไรบ้างทั้งสำหรับตลาดยาฆ่าแมลง และตลาดยาฆ่าหญ้า และมีตลาดมีปัจจัยการขยายตัวได้อย่างไร และตลาดโดยรวมมีอัตราการเติบโตกี่ %
question_answer_icon

มูลค่าตลาดประมาณกว่า 20,000 ล้านบาท โดยไม่รวมปุ๋ยและอาหารเสริม แบ่งเป็น
ยาฆ่าหญ้า 50-60%
ยาฆ่าแมลง 30-35%
ยากำจัดโรคพืช (Fungicide) 10-15% ทุกปีจะไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น
– ปริมาณ และ timing ของฝน
– ปริมาณน้ำในเขื่อนชลประทาน
– น้ำท่วม น้ำแล้ง
– การระบาดของแมลง โรคพืชต่างๆ
– ราคาของผลผลิตทางการเกษตร เช่น ข้าว อ้อย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ผัก ผลไม้
– ราคาเคมีเกษตร ถ้าสินค้าขาดตลาด และราคาวัตถุดิบสูงขึ้นมาก ก็จะทำให้ราคาเคมีเกษตรสูงขึ้นและขนาดของตลาดใหญ่ขึ้น
อัตราเติบโตของตลาดประมาณ 5-10% ทุกปี ขึ้นอยู่กับปัจจัยข้างต้น
ตอบเมื่อวันที่ 04/05/2555

คำถาม 18 : ปัจจัยใดที่ทำให้ PATO สามารถเพิ่มยอดขายหลักได้ (จากการเพิ่มขึ้นของแมลง/การเพิ่มขึ้นของเกษตรกร/การเพิ่มที่การเพาะปลูก/การขยายตลาดไปยังตลาดภูมิภาคอื่น/ การขายให้กับ non – user / แย่ง share จากคู่แข่งอื่น/ หรือปัจจัยอื่นๆ
question_answer_icon

ปัจจัยอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาคือ การเพิ่ม product ใหม่ ที่สามารถเพิ่มยอดขายหลักได้ หรือเพิ่ม Target Pest และ Target วัชพืชใหม่ หรือเพิ่มวิธีการใช้แบบใหม่สำหรับยาที่ขายอยู่แล้ว รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ในข้อ 1 เช่น ราคาผลผลิตทางการเกษตร ที่สูงขึ้นทำให้ความต้องการของสารเคมีที่ใช้ในพืชนั้นๆ ก็เพิ่มขึ้น
ตอบเมื่อวันที่ 04/05/2555

คำถาม 19 : สิ่งที่ทำให้ลูกค้าของ PATO เข้าซื้อสินค้าของ PATO ว่าเป็นเพราะเหตุใด และเหตุผลใดทำไม PATO ถึงแพ้ยี่ห้อที่มาจากต่างประเทศ (market leader) (เห็นว่าเป็น market leader มี market share ลำดับที่ 8 อยากทราบว่าทำไมลูกค้าถึงนิยมสินค้าของ brand leader อื่นมากกว่า PATO
question_answer_icon

ไม่น่าจะใช้คำว่าแพ้ยี่ห้ออื่นที่มาจากต่างประเทศ เพราะ Product ต่างกัน เนื่องจากบริษัทข้ามชาติ เช่น Syngenta, Bayer, หรือ Dupont เน้น Specialty products หรือ Proprietary Products คือเป็นยาที่คิดค้นเอง ผลิตเอง ไม่มีคู่แข่ง ซึ่งบริษัทในประเทศไม่สามารถแข่งได้เลย
นอกจากนี้บริษัทข้ามชาติจะใช้กลยุทธ Pull Strategy คือ เน้น สื่อแบบ Mass Media เช่น โฆษณา TV, วิทยุ หรือ Sponsor มวย เพื่อดึงดูด ผู้ใช้ให้เข้ามาซื้อสินค้าจาก dealer ของเขา ขณะที่บริษัท local จะเน้นขาย Commodity product หรือ Generic Product เป็นหลักและไม่มีงบประมาณส่วนนี้มากเท่าบริษัทข้ามชาติ จึงเน้น Push Strategy มากกว่า Pull Strategy คือ ผลักให้ wholesaler และ dealer ช่วยผลักดันสินค้าให้ โดยให้ผลประโยชน์กับ Wholesaler และ dealer มากขึ้น

คำถาม 20 : พฤติกรรมของเกษตรกร มีพฤติกรรมการซื้ออย่างไรบ้าง มักจะใช้ยี่ห้อเดิมๆ หรือเปลี่ยนใหม่แล้วแต่ราคา หรือปัจจัยการเลือกสินค้าอย่างไร เพราะเห็นว่ามีคู่แข่งมากกว่า 500 ราย ซึ่งดูเหมือนจะเยอะมากสำหรับเกษตรกรแต่ละราย
question_answer_icon

ส่วนใหญ่จะติด brand ชอบใช้ยี่ห้อเดิมๆ นอกจากจะมีปัญหาเรื่องราคาหรือเรื่องคุณภาพจริงๆ
เกษตรกรจึงเลือกใช้สินค้าที่ราคาไม่แพงและคุณภาพนิ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ PATO ทำมาตลอดตั้งแต่แรกคือ เน้นเรื่องความนิ่งของคุณภาพ

คำถาม 21 : ในปี 2015 จะมีเกิดการรวมตัวของกลุ่มประเทศอาเชียนหรือ AEC ไม่ทราบว่าทาง PATO มีแผนการรับมือไว้อย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นคู่แข่งที่จะเพิ่มเข้ามาในตลาด หรือการหาโอกาสเพิ่มเติมไปรุกตลาดต่างประเทศ
question_answer_icon

บริษัทยังไม่ได้คิดถึงส่วนนี้เลย อย่างไรก็ตาม การเร่งจดทะเบียนให้เสร็จเรียบร้อยก็เป็นการเตรียมตัว สำหรับ AEC อยู่แล้วเพราะการที่จะเตรียมพร้อมสำหรับ การแข่งขันระดับภูมิภาคคือการที่ ทำให้พื้นฐานของบริษัทแน่นและแข็งแกร่ง ซึ่งก็คือจดทะเบียนให้ครบ และต้องเป็นการจดทะเบียนนำเข้า Technical Grade เพื่อนำมา formulate เองเท่านั้นจึงจะทำให้ต้นทุนต่ำเพื่อรองรับการแข่งขันที่คาดว่าจะสูงมากหลังจากมี AEC และในอนาคต หากมีโอกาส และผู้ร่วมทุนที่ดี บริษัทอาจพิจารณาการส่งออกสินค้าหรือการร่วมลงทุนในต่างประเทศ รวมถึง Merger and Acquisition ก็มีความเป็นไปได้ ซึ่งทั้งหมด เป็นสิ่งที่บริษัทจะพิจารณาเมื่อทำการขึ้นทะเยียนยาได้ครบทุกตัว ซึ่งการขึ้นทะเบียนเป็นปัจจัยหลักที่บริษัทให้ความสำคัญที่สุดในช่วง 3 ปีนี้

คำถาม 22 : วิกฤติหนี้ยุโรป, วิกฤติเศรษฐกิจที่อเมริกา มีผลกระทบกับทาง PATO อย่างไรบ้าง
question_answer_icon

ที่ผ่านมาไม่มีผลกระทบโดยตรง   เพราะบริษัททำธุรกิจภายในประเทศเท่านั้น   สิ่งที่กระทบเป็นทางอ้อมจากค่าเงินบาทที่ผันผวนเพราะการไหลเข้าไหลออกของเงินตราต่างประเทศมาที่เมืองไทย  ซึ่งจะทำให้เกิด  forex loss  หรือ forex gain
เป็นต้น
ตอบเมื่อวันที่ 04/05/2555

คำถาม 23 : ยอดขายกับ Margin ดีไหม เป็นสินค้าที่ทำกำไรหลัก ๆ ให้บริษัทใช่ไหม ตอนนี้สินค้าทั้งหมดขายดีเหมือนเดิมไหม
question_answer_icon

– ตัวยาที่ได้ อยู่ในกลุ่มยอดขาย Top 10 ของบริษัท แต่ Margin ของ Glyphosate และ Paraquat ยังต่ำ เนื่องจากนำเข้าในรูปของ Finished Product มาแบ่งบรรจุ เมื่อบริษัทสามารถขึ้นทะเบียนตัว Technical Grade ได้ในอนาคต บริษัทก็จะสามารถนำเข้ามาเพื่อผสมปรุงแต่งเอง เหมือนที่ผลิตภายใต้กฎหมายเก่า ทำให้ Margin สูงขึ้น
– สำหรับ Fuji-One นั้น Margin สูงเช่นในอดีต และ Imidacloprid เป็นยาที่ขายเป็น Household Insecticide มี Margin สูง แต่ยอดขายน้อย
– ณ ปัจจุบัน บริษัทมีตัวยาที่ขึ้นทะเบียนได้แล้ว 8 ตัวยา และภายในเดือนมิถุนายนบริษัทคาดว่าจะได้รับการอนุมัติเพิ่มอีก 7-8 ตัวยา ยอดขายและ Margin จะค่อยๆ ดีขึ้น แต่ต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะได้ทะเบียนครบและทุกอย่างกลับเป็นปกติ
ตอบเมื่อวันที่ 28/05/2555

คำถาม 24 : พรบ.ยาฆ่าแมลงมีผลต่อผลประกอบการของบริษัทมากไหมครับ
question_answer_icon

มีผลลบกับบริษัท เนื่องจากบริษัทไม่มีทะเบียนครบทุกตัวเหมือนภายใต้กฎหมายเก่า ซึ่งบริษัทไม่สามารถตอบเป็นตัวเลขยอดขายและ/หรือ % แน่นอนได้ เนื่องจากอาจผิดกฎของตลาดหลักทรัพย์ และบริษัทเองก็ไม่สามารถประเมินได้แน่นอน เพราะไม่ทราบว่า กรมวิชาการเกษตรจะอนุมัติทะเบียนได้เร็ว ขนาดไหน และ ตัวยาอะไร
ตอบเมื่อวันที่ 28/05/2555

คำถาม 25 : ตอนนี้บริษัทจากต่างประเทศสามารถส่งยาฆ่าแมลงมาขายในไทยได้ใช่ไหม เพราะดูเหมือนว่าพรบ.จะห้ามผลิตอย่างเดียว
question_answer_icon

พรบ. ไม่ได้ห้ามผลิต แต่ การจดทะเบียนผลิต แบบผสมปรุงแต่งต้องใช้เวลานาน บริษัทส่วนใหญ่จึงจดทะเบียนแบบนำเข้าเป็น Finished Product เข้ามาแบ่งบรรจุขายไปก่อน ซึ่งบริษัทต่างชาติ สามารถนำเข้ามาขายได้โดยขอยื่นตามขั้นตอนการขอจดทะเบียนภายใต้กฎหมายใหม่เช่นกัน
ตอบเมื่อวันที่ 28/05/2555

คำถาม 26 : การขออนุญาตถ้าบริษัทไหนทำได้ก่อนย่อมได้เปรียบใช่ไหม เพราะจะสามารถดึงส่วนแบ่งทางการตลาดมาได้ และสามารถขายสินค้าได้กำไรมากได้เพราะไม่มีคู่แข่ง
question_answer_icon

• ใช่
• เมื่อได้ทะเบียนก่อนก็สามารถนำเข้ามาขายได้ก่อนและดึงส่วนแบ่งการตลาดได้ แต่ที่น่าแปลกคือ บริษัทที่ได้ทะเบียนก่อนหลายบริษัทกลับทำตลาดโดยขายตัดราคา ขายถูกเพื่อต้องการดึงส่วนแบ่งการตลาดที่เดิมมีอยู่น้อย จึงทำให้บริษัทอื่นๆ ต้องสู้ราคาตามเพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาด
ตอบเมื่อวันที่ 28/05/2555

คำถาม 27 : ตอนนี้ยอดความต้องการยาฆ่าแมลงลดลงไหม
ถ้าไม่ลดลง แต่บริษัทไม่สามารถผลิตยาฆ่าแมลงให้ได้ บริษัทแก้ปัญหาอย่างไร และลูกค้าแก้ปัญหาอย่างไร
question_answer_icon

ลดลงเนื่องจาก ฝนมาเร็วและมาแรงกระทันหัน เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลหยุดการระบาด ดังนั้นจากนี้ไป จึงควรจะเป็นฤดูการใช้ยาฆ่าหญ้า ซึ่งบริษัทยังได้รับการอนุมัติทะเบียนไม่ครบ
• บริษัทไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่าติดตามการขึ้นทะเบียนทุกขั้นตอน เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถขึ้นทะเบียนได้เร็วขึ้น
ตอบเมื่อวันที่ 28/05/2555

คำถาม 28 : จากพรบ.ฉบับนี้ทำให้บริษัทเสียส่วนแบ่งทางการตลาดไหม
question_answer_icon

ในระยะสั้น บริษัทเสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับคู่แข่งที่สามารถขึ้นทะเบียนได้ก่อน แต่ในระยะยาว บริษัทมั่นใจว่า เมื่อสามารถจดทะเบียนยาได้ครบ บริษัทจะสามารถดึงส่วนแบ่งการตลาดกลับมาได้เหมือนอดีต ภายใต้กฎหมายเก่า บริษัทก็ไม่มีเส้นสายใดๆ ในการจดทะเบียนได้เร็ว แต่เมื่อจดทะเบียนได้ครบก็สามารถดึงส่วนแบ่งการตลาดจากคู่แข่งมาได้
ตอบเมื่อวันที่ 28/05/2555

คำถาม 29 : การนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปมาแบ่งบรรจุทำให้มาร์จิ้นลดลงกี่เปอร์เซนต์
question_answer_icon

การนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปในบรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่ (Bulk packing) เพื่อที่จะนำมาแบ่งบรรจุ (Repack) และขายในประเทศ จะมี Gross Profit Margin ต่ำกว่าการนำเข้าเป็นรูปแบบสารตั้งต้น(Technical Grade) แล้วนำมาผสมปรุงแต่งเอง (Formulate)
ระหว่าง 5-15% โดยประมาณ ขึ้นอยู่กับตัวยา, % ของสารออกฤทธิ์(Active Ingredient), ราคานำเข้าของ Technical Grade
เมื่อเทียบกับสินค้าสำเร็จรูป, และความรุนแรงของการแข่งขันในตลาด
ตอบเมื่อวันที่ 22/05/2556

คำถาม 30 : High season, low season ของบริษัท อยู่ช่วงเดือนไหน
question_answer_icon

ช่วง High Season คือ เมษายน- สิงหาคม (+- 1 เดือน) ช่วง Low Season คือ กันยายน – มีนาคม (+- 1 เดือน)
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณฝน สภาวะแล้ง และการระบาดของแมลง หรือโรคพืช
ตอบเมื่อวันที่ 26/06/2556

คำถาม 31 : ผลการจดทะเบียนยาคืบหน้าไปถึงไหนแล้วครับ เมื่อก่อนเคยแจ้งไว้ว่าจดจนทำรายได้ได้ถึง 70% ของรายได้ปกติ ตอนนี้เพิ่มไปถึงไหนแล้วครับใกล้เคียงกับ 100% หรือยัง หรือไปได้แล้วเท่าไร
question_answer_icon

ณ วันนี้ผลการจดทะเบียนยามีประมาณ 90-95% และมีการจดทะเบียนยาใหม่เพิ่มซึ่งต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 1-2 ปี
ตอบเมื่อวันที่ 09/01/2558

คำถาม 32 : จำนำข้าวส่งผลอะไรกับบริษัทบ้างไหมครับ
question_answer_icon

การจำนำข้าวส่งผลกระทบอย่างมากโดยเฉพาะช่วงเดือน 1- 5 ของปี 2557 เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถจ่ายเงินชำระค่าข้าวให้กับชาวนา
แต่เมื่อได้รับเงินกันในเดือนมิถุนายน ซึ่งถือว่าหนักสุดในรอบระยะเวลาสิบกว่าปี รัฐบาลประกาศให้งดปลูกข้าวนาปรังในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และแม่กลอง
ทำให้ความต้องการเคมีเกษตรลดลงอย่างมาก แม้ชาวนาจะได้รับเงินชำระค่าข้าวมาแล้ว
ตอบเมื่อวันที่ 09/01/2558

คำถาม 33 : ตอนนี้ส่วนแบ่งทางการตลาดของบริษัทเป็นเท่าไรแล้วครับ
question_answer_icon

ส่วนแบ่งการตลาดสำหรับปี 2557 ยังไม่มีตัวเลขทางการของตลาดรวม แต่บริษัทคาดว่าสูงกว่าปี 2556
ตอบเมื่อวันที่ 09/01/2558

คำถาม 34 : พรบ.วัตถุอันตรายฉบับใหม่ส่งผลอย่างไรกับคู่แข่งของ PATO
question_answer_icon

พรบ. ใหม่จะทำให้บริษัทนำเข้าเคมีเกษตรขนาดเล็ก และผู้ประกอบการที่เป็น Repacker ขนาดเล็กอยู่ในภาวะลำบาก
และอาจจะต้องปิดกิจการลงในที่สุดเพราะค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนสูงขึ้นกว่าเดิมมากเมื่อเทียบกับสมัยก่อนภายใต้ พรบ. เก่าที่ไม่ต้องใช้ข้อมูลพิษวิทยาตามมาตรฐาน GLP และทำแปลงทดสอบประสิทธิภาพและแปลงทดสอบสารพิษตกค้างในการจดทะเบียนยา
ตอบเมื่อวันที่ 24/01/2558

คำถาม 35 : บริษัทมีมาตรการในการป้องกันอัคคีภัยหรือไฟไหม้อย่างไรบ้างและได้ทำประกันอัคคีภัยไว้เป็นวงเงินคุ้มครองเท่าไร
question_answer_icon

· มีเจ้าหน้าที่ที่ได้ผ่านการอบรมและสอบได้วุฒิบัตรในการดูแลความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพ (จ.ป.) ตามที่กฎหมายกำหนด
· มีการซ้อมดับเพลิงและหนีไฟ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
· มีท่อแดงสำหรับรถดับเพลิง ทั้งหมด 8 จุด ภายในบริเวณโรงงาน
· ภายในนิคมอุตสาหกรรมบางปู มีสถานีรถดับเพลิง ซึ่งเป็นของนิคมเอง
· หลังนิคมมีสถานีรถดับเพลิงของเทศบาลตำบลแพรกษา ซึ่งอยู่ห่างจากโรงงานเพียง 1 กม.
· บริษัทได้ทำประกันภัยอัคคีภัย สำหรับโรงงานเป็นวงเงินคุ้มครอง 240 ล้านบาท
ตอบเมื่อวันที่ 11/03/2558

คำถาม 36 : จากผลประกอบการปี 57 จะเห็นได้ว่าลดลงจากปี 56 น่าจะเป็นเพราะการเกิดภัยแล้งในประเทศ ดังนั้นมีแนวทางในการขยายตลาดลงไปในพืชผลที่ไม่ต้องอาศัยน้ำในการเพาะปลูกเป็นจำนวนมากเหมือนข้าวไหม เช่น มันสำปะหลัง อ้อย หรือพืชอื่น ซึ่งจะทำให้ผลกำไรของบริษัทผันผวนตามปริมาณฝนที่ตกในแต่ละปี และการกระจายสินค้าลงไปในพื้นที่ของอื่นนอกจากภาคกลางเป็นอย่างไรบ้างครับ
question_answer_icon

สาเหตุหลักที่ผลประกอบการปี 2557 ลดลงจากปี 2556 ไม่ใช่เป็นเพราะภัยแล้งอย่างเดียว แต่ในช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม ธุรกิจเคมีเกษตรได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการที่รัฐบาลไม่สามารถจ่ายเงินจำนำข้าวคืนชาวนาได้ จึงทำให้กำลังการซื้อ(PURCHASING POWER) เคมีเกษตรลดลงมาก ส่วนเรื่องภัยแล้งในปี 2557 ก็ไม่ใช่แล้งธรรมดา เป็นภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดในรอบ 15 ปี ทุกวันนี้น้ำในเขื่อนและคลองหลายสายน้อยถึงขนาดไม่พอแม้สำหรับการบริโภคในหลายพื้นที่แล้ง อย่างไรก็ตาม แม้กระทั่งในปีที่ฝนฟ้าดี ทางบริษัทก็มีการทำตลาดในพืชไร่อยู่แล้ว เช่น ข้าวโพด อ้อย ฝ้าย มันสำประหลัง ถั่วเหลือง แต่ปกติจะไม่เน้นมาก เพราะยาส่วนใหญ่ที่ขายในพืชไร่เป็นยาที่มี MARGIN ค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบยาที่ขายในนาข้าว และถึงแม้ว่าพืชไร่จะไม่ต้องอาศัยน้ำในการเพาะปลูกมาก เมื่อเทียบกับนาข้าว แต่ก็ต้องอาศัยน้ำอยู่ดี ซึ่งปีนี้ถือว่าฝนมาน้อยมากในพื้นที่เพาะปลูกพืชไร่ จึงทำให้ความต้องการเคมีเกษตรในพืชไร่ก็น้อยเช่นกัน (แต่ผลกระทบไม่ได้หนักเท่าพื้นที่นาข้าว) เพราะฉะนั้น สัดส่วนยอดขายในนาข้าวจึงลดลงจาก 74% ในปี 56 มาเป็น 62% ในปี 57 แต่สัดส่วนยอดขายในพืชไร่เพิ่มขึ้นจาก 13% ในปี 56 มาเป็น 16% ในปี 57 แต่ที่เพิ่มขึ้นมากที่สุด คือ ไม้ผล สัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 10% ในปี 56 มาเป็น 18% ในปี 57 เพราะไม้ผลได้รับผลกระทบจากภัยแล้งน้อยที่สุด
ส่วนสัดส่วนการจำหน่ายสินค้า (ตามยอดขาย) ในปี 57 ของบริษัทในแต่ละภาคเป็นดังนี้
ภาคกลาง 67%
ภาคเหนือ 18%
ภาคอีสาน 6%
ภาคตะวันออก 5%
ภาคตะวันตก 2%
ภาคใต้ 2%
แต่มีข้อสังเกตอยู่จุดหนึ่ง คือ สัดส่วน 67% ที่บริษัทขายในภาคกลางนั้น รวมถึงยอดที่ขาย ให้กับลูกค้าที่เป็นบริษัทค้าส่ง และบริษัทที่เป็น REPACKER ขนาดใหญ่ด้วย ซึ่งบริษัทเหล่านี้ มีสำนักงานใหญ่และโกดังในภาคกลางแต่มีการกระจายสินค้าไปที่ภาคอื่นๆ เช่นกัน เพราะฉะนั้นสัดส่วนการกระจายสินค้าของ PATO ที่แท้จริง เราจะไม่สามารถรู้ได้เลย แต่น้อยกว่า 67% สำหรับภาคกลางแน่นอน
ตอบเมื่อวันที่ 11/03/2558

คำถาม 37 : จากงบดุลของบริษัททำให้ทราบว่าปลายปีที่แล้วการทำนาได้ผลไม่ค่อยดี และคนที่ปลูกข้าวก็มีน้อยมาก เพราะไม่มีน้ำ โดยทางบริษัทได้มีการทำธุรกิจเกี่ยวกับนาข้าวสูงถึงร้อยละ 62 ส่วนอื่นนิดหน่อย และเกรงว่าปีต่อไป จะเจอปัญหาอะไรหรือไม่กับการที่บริษัทจ่ายเงินปันผลทั้งหมดนี้ และไม่ทราบว่าบริษัทได้มีการคำนึงถึงเรื่องนี้อย่างไร มีการวางแผนที่จะป้องกันที่อาจเกิดจากการจ่ายปันผลอัตราเดิมหรือไม่
question_answer_icon

บริษัทคิดกลับกันคือ การที่บริษัทสามารถจ่ายเงินปันผลได้ทั้งหมดนี้ เป็นการแสดงให้เห็นว่าทางบริษัทมีศักยภาพทางด้านการเงินที่แข็งแกร่ง และไม่เคยมีปัญหาทางด้านการเงินเลย ส่วนอีกเหตุผลที่ทำให้สามารถจ่ายเงินปันผลได้หมดก็เนื่องมาจากในปี 2014 ทางบริษัทได้มีเงินสดเหลือจำนวนมาก และมีเงินสดจากการ exercise ESOP อีกประมาณ 11.5 ล้านบาท เป็นผลให้ Cash flow หรือ Liquidity ของบริษัทมีมากเกินพอ และคิดว่าไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร สำหรับรายได้หรือกำไรในปี 2015 นั้น ขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศจริงๆ เพราะเราไม่สามารถทำอะไรเกี่ยวกับสภาพอากาศได้ แต่ผมมั่นใจว่าบริษัทจะไม่แพ้คู่แข่งและจะมี Market share ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากบริษัทได้มีการกระจายความเสี่ยงโดยการขายผลิตภัณฑ์ไปยังไม้ผลและพืชไร่อีกด้วย โดยปี 2014 บริษัทก็ได้ทำเช่นนี้ Annual report หน้า 16 จะเห็นได้ว่าในปี 2014 ยอดขายในนาข้าวลดลงจากร้อยละ 74 เหลือเพียงร้อยละ 62 และมีการเพิ่มยอดขายไปที่ไม้ผลจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 18 ที่สามารถทำแบบนี้ได้เพราะบริษัทมีจุดแข็งในด้านที่มียาที่หลากหลายและสามารถเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสถานการณ์ได้ เพื่อลดความเสี่ยง แต่จะให้บริษัทเน้นการขายเพิ่มไปที่ไม้ผลเป็นหลักก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เนื่องจากพื้นที่การเพาะปลูกของไม้ผลนั้นมีน้อยเมื่อเทียบกับพื้นที่ปลูกข้าวค่อนข้างมาก เป็นเหตุให้บริษัทเน้นการขายในนาข้าวเป็นส่วนใหญ่ ถ้าฟ้าฝนดี นาข้าวก็จะให้ return ที่ดีมาก เมื่อเทียบกับไม้ผลหรือพืชไร่ การที่เราจ่ายปันผลหมดหน้าตักนี้ เป็นการปันผลเทียบเท่า Earning per shares ไม่ได้ปันผลจาก R/E (return on equity) ทั้งหมดและทางบริษัทยังมีเงินเหลืออยู่จึงไม่ต้องเป็นห่วง

คำถาม 38 : บริษัทวางแผนเกี่ยวกับกำไรสะสมที่มีมากเกินไป โดยคิดไปลงทุนในส่วนอื่นอีกหรือไม่
question_answer_icon

บริษัทมีการลงทุนในกองทุนหุ้น, กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น, กองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง, และเงินฝากประจำ
เงินลงทุนของบริษัทมีประมาณ 200-300 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 30 ของยอดขาย และมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา
การลงทุนทางบริษัทมีไม่มากเนื่องจากทางตลาดหลักทรัพย์มีการกำหนด Limit ของการลงทุนในหุ้นไว้ด้วย เพราะว่าการลงทุนนั้นมีความเสี่ยงสูง

คำถาม 39 : ประโยชน์จากการจดทะเบียนยาตัวใหม่เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของบริษัท เมื่อเทียบกับผู้แทนจัดจำหน่ายอื่นๆ ที่เข้ามาใหม่ ที่จะต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียน มีผลกระทบมากหรือไม่ในปีนี้ และทางบริษัทได้มีการจดทะเบียนยาครบ 100% หรือยัง
question_answer_icon

เรื่องการจดทะเบียนยาถือว่าทางบริษัทได้เปรียบ แต่ว่าบริษัทใหญ่อื่นๆ ที่เป็นคู่แข่งกับทางบริษัทก็มีการจดทะเบียนยา ไปจำนวนมากเหมือนกัน แต่ถ้าเปรียบบริษัทที่มีขนาดกลางจนถึงขนาดเล็กถือว่าค่อนข้างได้เปรียบมาก เพราะว่าการจดทะเบียนภายใต้ พ.ร.บ. ใหม่ต้องใช้เงินลงทุนต่อตัวยาค่อนข้างสูง โดยเฉพาะการจดทะเบียนด้านนำเข้า Technical Grade เข้ามา Formulate เอง บริษัทขนาดเล็กไม่สามารถจะลงทุนได้ เพราะว่าบางตัวยาต้องมีการลงทุนถึงเกือบตัวละ 1 ล้านบาท แม้มีบางตัวซึ่งทางกฎหมายใหม่ไม่ให้จดทะเบียน แต่บริษัทก็มีตัวยาใหม่ที่จดเพิ่มเข้าไป ซึ่งเฉลี่ยแล้วทางบริษัทจดทะเบียนตัวยาทั้งหมดประมาณร้อยละ 95 แล้ว

คำถาม 40 : ทางบริษัทจะเพิ่มยอดขายไปในทิศทางอื่นซึ่งนอกเหนือจากนาข้าวมากขึ้น เพื่อหลีกเหลี่ยงผลกระทบต่อยอดขายในนาข้าว ใช่หรือไม่
question_answer_icon

ใช่
– เพื่อลดความเสี่ยง แต่ไม่ได้หมายความว่าทางบริษัทจะเน้นการขายไปทางด้านไม้ผล เพราะบริษัทมิได้มีการขายตัวยาที่เน้นไปทางด้านไม้ผลโดยเฉพาะ

คำถาม 41 : ทางบริษัททำธุรกิจเกี่ยวกับยากำจัดศัตรูพืชซึ่งรวมถึงยาเร่งการเจริญเติบโตด้วยหรือไม่
question_answer_icon

ใช่ เกี่ยวกับยากำจัดศัตรูพืช และมีตัวยาเร่งการเจริญเติบโตเช่นกัน แต่ค่อนข้างน้อย PGR หรือ Plant Growth Regulator นี้บางตัวทางบริษัทได้มีการรอขึ้นการจดทะเบียนอยู่ด้วยแต่ยังไม่ผ่าน เนื่องจากยาบางตัวนั้นมียอดขายน้อย ทางบริษัทจึงยื่นขอจดทะเบียนทีหลัง และทำการจดทะเบียนตัวที่มีความสำคัญก่อน

คำถาม 42 : ค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียนยาแต่ละอย่าง
question_answer_icon

ตัวยาที่มีค่าใช้จ่ายการขึ้นทะเบียน 1 ล้านบาทคือตัวยาที่ทางบริษัทจะนำเข้ารูปแบบ Technical Grade เพื่อที่จะเข้ามา Formulate เอง แต่ถ้าเป็นการจดทะเบียนแบบ Finished Product ก็จะอยู่ประมาณ 3-4 แสนบาท

คำถาม 43 : การขึ้นทะเบียนรูปแบบ Finished Product นี้รายใหม่ๆ สามารถที่จะเข้ามาได้ใช่หรือไม่
question_answer_icon

ถูกต้อง การจดทะเบียนยานั้นไม่ยากขอให้มีเงิน และเมื่อจดทะเบียนยาแล้วไม่ได้หมายความว่าบริษัทนั้นจะขายยาได้เพราะการขายยาเคมีเกษตรจะขึ้นอยู่กับ Brand เป็นหลัก มิใช่ว่าบริษัทอื่นจะขึ้นทะเบียนยาได้ ขายถูก จะทำให้ได้ส่วนแบ่งทางการตลาด เพราะว่าการขายยาจะขึ้นอยู่กับความมั่นใจในคุณภาพ, ความสัมพันธ์กับลูกค้า และที่สำคัญคือ Brand Loyalty

คำถาม 44 : สำหรับคำถามที่ว่า ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ทางบริษัทจดทะเบียนขึ้นมาจะมีผลต่อบริษัทมากหรือไม่
question_answer_icon

มีประโยชน์มาก เพราะหากดูจากผลประกอบการใน Annual report ว่ายอดขายที่ลดลงเพียงร้อยละ 3 กว่า นั้นเป็นเพราะผลิตภัณฑ์ใหม่ หากทางบริษัทไม่มีผลิตภัณฑ์ใหม่ ยอดขายของบริษัทน่าจะลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 เนื่องจากปีที่ผ่านมาหรือปี 2014 จากระยะการทำงานของผม 15 ปี ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ปัญหาข้อแรกคือ ไตรมาสแรกและไตรมาสที่สอง เกษตรกรไม่ได้เงินจากการรับจำนำข้าว มีการเรียกร้องให้จ่าย จนทำให้เกิด คสช.(คณะรักษาความสงบแห่งชาติ) สิ่งแรกที่ คสช. ทำคือการจ่ายเงินจำนำข้าว และหาก คสช. ไม่เข้ามาจะอันตรายมาก เพราะเป็นวิกฤตการณ์ที่ค่อนข้างรุนแรง และหลังจาก คสช. เข้ามา ราคาข้าวตกจาก 15,000 บาท กลับสู่ภาวะปกติคือ 6-7 พันบาท ตลาดโลกตอนนั้นก็ทราบว่าประเทศไทยมีข้าวในสต็อกอย่างมหาศาล ทำให้เกิดการกดราคาข้าว และเป็นผลสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้จนเป็นปัญหาอันดับที่ 2 และปัญหาอันดับที่ 3 คือ ปัญหาภัยแล้งแบบอย่างรุนแรง ในช่วงต้นปี 2014 กรมชลประทานมีการปล่อยน้ำเพื่อเตรียมรองรับน้ำฝนในไตรมาสที่ 3 และ 4 เพื่อน้ำจะได้ไม่ท่วมกรุงเทพ และปรากฏว่าฝนไม่มา ทำให้น้ำหลังเขื่อนต่ำว่าร้อยละ 30 ถ้าหากน้ำในเขื่อนต่ำกว่าร้อยละ 30 ชลประทานไม่สามารถปล่อยน้ำสำหรับการทำนาได้ ต้องเก็บไว้บริโภคและดันน้ำเค็มเท่านั้น และปีที่ผ่านมา ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งหมด ลุ่มน้ำแม่กลอง ที่ตั้งอยู่บริเวณ เพชรบุรีและราชบุรี นั้นเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปีที่รัฐบาลประกาศห้ามทำนาข้าว ที่ผ่านมาแม้ว่าเขตอื่นจะห้ามทำนาข้าว แต่เขตเพชรบุรีและราชบุรี (แก่งกระจาน) ยังทำได้ เมื่อมีการประกาศห้ามจากรัฐบาลในปีที่ผ่านมา และจะมีผลสืบเนื่องถึงปีนี้ด้วย